*** ที่จะเขียนทั้งหมดนี้ใช่ว่าเรานัั้นรู้แจ้งแล้ว เป็นเพียงแต่เป็นการแสดงความเข้าใจที่มีต่อหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเท่านั้น …หากประโยชน์อันใดจะเกิดขึ้นจากการอ่าน ก็ขอยกให้เป็นความสามารถของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากเกิดความผิดพลาดขอรับความผิดนั้นไว้แต่ผู้เดียว ***
โลภ โกรธ หลง ไม่ใช่เรา … (แม้ว่าการบอกว่าเราเป็นเราก็เป้นการหลงแบบหนึ่งก็ตาม)
โลภ โกรธ หลง เป็นปฏิกิริยาที่จิตซึ่งมีเชื้อของทั้งสามอย่างนี้ แสดงขึ้น ปรุงแต่งขึ้นหลังจากที่มีไดรับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอกและภายใน ผ่่านอายตนะทั้งหก (ตา หู จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจ)
จิตของแต่ละคน ซึ่งทำกรรมมาต่างกัน มีนิสัยต่างกัน ย่อมมีสัดส่วนส่วนความมากน้อยของเชื้อแต่ละตัวไม่เท่ากัน ตัวที่มีมากมักจะทำให้ผลการปรุงแต่งหลังถูกสิ่งเร้ากระตุ้นเป็นไปในทางนั้น
นี่เป็นกลไกธรรมชาติที่มีในมนุษย์ทุกคน …และปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดข้ึนแบบเป็นอัตโนมัติ และรวดเร็วมากจนตามแทบไม่ทัน
อย่างไรก็ดี คนทั้งหลายกลับมองว่า โลภ โกรธ หลงที่จิตปรุงแต่งขึ้นจากเชื้อกิเลสเมื่อถูกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า คือตัวตนของพวกเขาเอง คือสิ่งที่พวกเขาคิดขึ้นอย่างจงใจ ในแว่บแรกนั้นเป็นปฏิกิริยาของจิตเอง เช่น เมื่อมองหญิงใส่ชุดว่ายน้ำแล้วเกิดความกระสันต์ หรือว่าเห็นคนที่ไม่ถูกกันแล้วเกิดความเหม็นหน้าขึ้นทันที … แต่หากเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรา เราย่อมปรุงแต่ง หรือเรียกง่ายๆว่าคิดไปเองว่า โอ้ว แสดงว่าเราอยากจะเสพสังวาสกับนางนั้น หรือ เราคงไม่ถูกกับมัน หรือมันคงจะมากวนประสาทเราเราจึงโกรธ และก็ไปต่อยคนนั้นซะอย่างนั้น …
ตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจว่า โลภ โกรธ หลงเป้นปฏิกิริยาธรรมดาของจิตมนุษย์ที่ยังมีเชื้อกิเลสอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เราจงใจให้มันเกิดขึ้น และไม่ใช่ตัวเรา แล้วล่ะก็ เราก็มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อมันแบบผิดๆ เช่น บ้าจี้ทำตามที่มันกระตุ้น (ซึ่งอันนี้ไม่ดีแน่) .. หรือ ไป “อยากให้มันหายไป” … เป็นต้น
ทำไมความ “อยากให้มันหายไป” และ “พยายามให้มันหายไป หรือกดทับมันไว้” จึงเป็นการปฏิบัติต่อมันแบบผิดๆ ?
ทั้งนี้ เพราะว่า โลภ โกรธ หลงที่เกิดขึ้นมันเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติของจิต คือ ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ กระบวนการมันไปไกลกว่าครึ่งทาง และจะกดให้มันหยุดตามใจนึกก็ไม่ได้แล้ว กลไกมันเป็นไปอย่างนั้นเอง ยิ่งพยายามกด หรือทำให้มันหายไป ก็จะยิ่งพบว่าทำไม่ได้ หรือทำได้ยาก ถ้าทำไม่ได้ก็มีความทุกข์เพิ่มขึ้นไปอีก วนเวียนซะสมความทุกข์ในจิตในใจจากความพยายามเป้นคนดี พยายามทำให้ โลภ โกรธ หลงมันหายไป หรือทับไว้ … เมื่อจิตทุกข์ จิตก็อ่อนแอ … ซึ่งในที่สุดเราก็จะแพ้กิเลสโดยสมบูรณ์
สิ่งที่ควรทำแยกออกเป็นสามทาง ตามช่องทางที่เราปฏิสัมพันธ์กับโลก ก็คือ กาย วาจา และใจ ..
ในส่วนของกายและวาจานั้น ต้องควบคุมให้อยู่ในศีล อย่างน้อยศีล 5 ซึ่งถือเป็นความปกติ “มนุษย์” … หากไม่ควบคุมให้ตัวเองอยู่ในศีลแล้ว สภาวะจิตขณะที๋ศีลขาดนั้นเองที่เราหมดความเป็นมนุษย์แล้ว และไปเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งไม่ดีแน่ๆ
แต่ในส่วนของใจนั้น เราต้องมี “สติ” ตามดูมัน …กล่าวคือ เมื่อโลภ โกรธ หลง โผล่มาก็ให้รู้ว่ามันมาแล้ว ดูมันเฉยๆ จนมันผ่านไป หรือเบาบางลง จึงตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำด้วยปัญญา นี่จึงเรียกว่า การใช้ “สติ และ ปัญญา” ในการแก้ปัญหานั่นเอง …หรือหากรู้ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไรแล้ว และต้องรีบตัดสินใจ ก็ตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำ แม้จะมีความรู้สึกบีบคั้นอยู่บ้าง แต่ก็ให้รู้ ให้ดูมันไปเรื่อยๆ เราน่าจะเห็นมันค่อยๆเจือจางเบาบางลงไปเอง …
สรุปคือในใจนั้น ถ้ากิเลสโผล่มาให้รู้ตัวและตามดูอย่างเดียว …ไม่ต้องพยายามกดมัน … ถ้าเราร้ตัวบ่อย รู้ตัวเร็วมันก็ไม่ค่อยออกมาหรอก หรือออกมาน้อย … อย่างไรก็ดี ช่วงแรกๆอาจจะตกใจร้สึกว่ามันเยอะขึ้น แต่ผมว่ามันเป้นเพราะว่า เราไม่เคยนั่งดูมันชัดขนาดนี้มาก่อนต่างหาก
การตามดูจิตใจ ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในใจนั้น ผมเข้าใจว่าเป็นวิธีการทำให้กิเลสโตช้า หรือไม่โตเลย และอาจจะสลายไปเอง ด้วยความที่ไม่มีอะไรไปหล่อเลี้ยงและกระตุ้นเชื้อเหล่านั้น …สำหรับกลไกในชีวิตประจำวันที่เมื่อมีสติและจะทำให้กิเลสโตช้า หรือไม่โตมากไปนั้น อาจจะอธิบายได้จากตัวอย่างดังนี้ คือ :
สมมติว่า นาย ก ไม่ชอบนาย ข มากๆ เพราะนาย ข เคยไปแย่งแฟนนาย ก … เมื่อ“นาย ก เห็น นาย ข” ก็เกิดความโกรธแค้นขึ้นมาทันที …
หากนาย ก ไม่มีสติ นาย ก อาจคิดแค้น โยงไปถึงคราวที่นาย ข เคยไปแย่งแฟน และสิ่งอื่นๆที่นาย ข เคยทำไม่ดีกับตน และ ปรุงแต่งความโกรธแค้นมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า นำไปสู่การกระทำทางวาจาและทางกายต่อนาย ข
ในทางกลับกัน หากนาย ก มีสติรู้ตัวว่า โอ้ ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว จิตของนาย ก ได้ย้ายความสนใจจากนาย ข มาอยู่ท่ีใจของตน ซึ่ง สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นความโกรธนั้นคือ นาย ข ไม่ใช่ตัวความโกรธของนาย ก …ฉะนั้น ในขณะน้ันจิตนาย ก ก็ได้ละจากเหตุของความโกรธมาแล้ว ความโกรธนั้นจึงค่อยๆลดลง เพราะไม่มีเชื้อมาเติม
อย่างไรก็ดี จากจุดนี้ นาย ก ก็ต้องใช้ศีล ธรรม กำกับ และใช้ปัญญาพิจารณาให้ชัดถึงการกระทำของตนหากจะทำกับนาย ข รวมไปถึงว่า ประโยชน์หรือโทษของการโกรธนาย ข ด้วย (ซึ่งก็คาดหมายค่อนข้างแน่นอนว่า จะเห็นเพียงโทษ และเลิกโกรธกันไปในที่สุด) ….
ข้างต้นเป็นเพียงการอธิบายอย่างง่ายเท่านั้น ในทางปฏิบัติจริงแล้ว ผู้ปฏิบัติน่าจะพบว่า สิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นเองนั้นมีความละเอียดและหยาบมากน้อยต่างกันในสถานการณ์ใด ในหลายๆโอกาส กิเลสไม่ได้หยาบและมีความชัดเจนมากนัก แต่จะมาแบบละเอียด มาแบบบางๆ และบางครั้งชักนำเราไปสู่สถานการณ์ที่ยากลำบาก ฉะนั้น เมื่อตามกิเลสอย่างหยาบทันแล้ว ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ ควรจะมั่นตามดูกายใจต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้รู้ทันกิเลสอย่างละเอียด และเข้าใจธรรมชาติ (กฎไตรลักษณ์) เพื่อนำไปสู่การปล่อยวางต่อไป