คุยเผื่อโลก

บันทึกเรื่องราวและบทสนทนา…ที่เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อโลกบ้าง

การติดอันดับ 200 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก จำเป็นกับมหาวิทยาลัยไทยหรือไม่? ตุลาคม 24, 2009

Filed under: Uncategorized — Chol @ 5:49 pm

ผมเพิ่งโพสต์เรื่องเกี่ยวกับการจัดอันดับมหาวิทยาลัย 200 อันดับแรกของโลก โดย Times Higher Education ลงในบล๊อกของผม ปีนี้มีมหาวิทยาลัยในเอเชียติดอันดับกันมากมาย โดยเฉพาะจากญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง หรือแม้กระทั่งสิงค์โปร์และมาเลเซีย

สำหรับประเทศไทยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอันดับที่ 138 ของโลก ร่วมกับ University of Groningen นอกนั้นไม่มีมหาวิทยาลัยอื่นๆ (รวมทั้ง ธรรมศาสตร์) ติดอันดับอยู่เลย

จึงเกิดความสงสัยว่า เออ ทำไมเราถึงไม่ติดอันดับหนอ แต่ก็คิดย้อนกลับไปก่อนทำถามนั้นด้วยว่า การติดอันดับใน 200 มหาวิทยาลัยชั้นนำนั้นจำเป็นต่อมหาวิทยาลัย (อย่างเช่นธรรมศาสตร์) หรือไม่ ?

ว่าไงกันหนอโลก..?

 

กิลเสไม่ใช่เรา!! ตุลาคม 16, 2009

Filed under: Uncategorized — Chol @ 10:09 pm

*** ที่จะเขียนทั้งหมดนี้ใช่ว่าเรานัั้นรู้แจ้งแล้ว เป็นเพียงแต่เป็นการแสดงความเข้าใจที่มีต่อหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเท่านั้น …หากประโยชน์อันใดจะเกิดขึ้นจากการอ่าน ก็ขอยกให้เป็นความสามารถของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากเกิดความผิดพลาดขอรับความผิดนั้นไว้แต่ผู้เดียว ***

โลภ โกรธ หลง ไม่ใช่เรา … (แม้ว่าการบอกว่าเราเป็นเราก็เป้นการหลงแบบหนึ่งก็ตาม)

โลภ โกรธ หลง เป็นปฏิกิริยาที่จิตซึ่งมีเชื้อของทั้งสามอย่างนี้ แสดงขึ้น ปรุงแต่งขึ้นหลังจากที่มีไดรับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอกและภายใน ผ่่านอายตนะทั้งหก (ตา หู จมูก ปาก ลิ้น กาย ใจ)

จิตของแต่ละคน ซึ่งทำกรรมมาต่างกัน มีนิสัยต่างกัน ย่อมมีสัดส่วนส่วนความมากน้อยของเชื้อแต่ละตัวไม่เท่ากัน ตัวที่มีมากมักจะทำให้ผลการปรุงแต่งหลังถูกสิ่งเร้ากระตุ้นเป็นไปในทางนั้น

นี่เป็นกลไกธรรมชาติที่มีในมนุษย์ทุกคน …​และปฏิกิริยาเหล่านี้เกิดข้ึนแบบเป็นอัตโนมัติ และรวดเร็วมากจนตามแทบไม่ทัน

อย่างไรก็ดี คนทั้งหลายกลับมองว่า โลภ โกรธ หลงที่จิตปรุงแต่งขึ้นจากเชื้อกิเลสเมื่อถูกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า คือตัวตนของพวกเขาเอง คือสิ่งที่พวกเขาคิดขึ้นอย่างจงใจ ในแว่บแรกนั้นเป็นปฏิกิริยาของจิตเอง เช่น เมื่อมองหญิงใส่ชุดว่ายน้ำแล้วเกิดความกระสันต์ หรือว่าเห็นคนที่ไม่ถูกกันแล้วเกิดความเหม็นหน้าขึ้นทันที … แต่หากเราไม่รู้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรา เราย่อมปรุงแต่ง หรือเรียกง่ายๆว่าคิดไปเองว่า โอ้ว แสดงว่าเราอยากจะเสพสังวาสกับนางนั้น หรือ เราคงไม่ถูกกับมัน หรือมันคงจะมากวนประสาทเราเราจึงโกรธ และก็ไปต่อยคนนั้นซะอย่างนั้น …

ตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจว่า โลภ โกรธ หลงเป้นปฏิกิริยาธรรมดาของจิตมนุษย์ที่ยังมีเชื้อกิเลสอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เราจงใจให้มันเกิดขึ้น และไม่ใช่ตัวเรา แล้วล่ะก็ เราก็มีแนวโน้มที่จะปฏิบัติต่อมันแบบผิดๆ เช่น บ้าจี้ทำตามที่มันกระตุ้น (ซึ่งอันนี้ไม่ดีแน่) .. หรือ ไป “อยากให้มันหายไป” … เป็นต้น

ทำไมความ “อยากให้มันหายไป” และ “พยายามให้มันหายไป หรือกดทับมันไว้” จึงเป็นการปฏิบัติต่อมันแบบผิดๆ ?

ทั้งนี้ เพราะว่า โลภ โกรธ หลงที่เกิดขึ้นมันเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติของจิต คือ ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วล่ะก็ กระบวนการมันไปไกลกว่าครึ่งทาง และจะกดให้มันหยุดตามใจนึกก็ไม่ได้แล้ว กลไกมันเป็นไปอย่างนั้นเอง ยิ่งพยายามกด หรือทำให้มันหายไป ก็จะยิ่งพบว่าทำไม่ได้ หรือทำได้ยาก ถ้าทำไม่ได้ก็มีความทุกข์เพิ่มขึ้นไปอีก วนเวียนซะสมความทุกข์ในจิตในใจจากความพยายามเป้นคนดี พยายามทำให้ โลภ โกรธ หลงมันหายไป หรือทับไว้ … เมื่อจิตทุกข์ จิตก็อ่อนแอ … ซึ่งในที่สุดเราก็จะแพ้กิเลสโดยสมบูรณ์

สิ่งที่ควรทำแยกออกเป็นสามทาง ตามช่องทางที่เราปฏิสัมพันธ์กับโลก ก็คือ กาย วาจา และใจ ..

ในส่วนของกายและวาจานั้น ต้องควบคุมให้อยู่ในศีล อย่างน้อยศีล 5 ซึ่งถือเป็นความปกติ “มนุษย์” … หากไม่ควบคุมให้ตัวเองอยู่ในศีลแล้ว สภาวะจิตขณะที๋ศีลขาดนั้นเองที่เราหมดความเป็นมนุษย์แล้ว และไปเบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งไม่ดีแน่ๆ

แต่ในส่วนของใจนั้น เราต้องมี “สติ” ตามดูมัน …​กล่าวคือ เมื่อโลภ โกรธ หลง โผล่มาก็ให้รู้ว่ามันมาแล้ว ดูมันเฉยๆ จนมันผ่านไป หรือเบาบางลง จึงตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำด้วยปัญญา นี่จึงเรียกว่า การใช้ “สติ และ ปัญญา” ในการแก้ปัญหานั่นเอง …หรือหากรู้ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไรแล้ว และต้องรีบตัดสินใจ ก็ตัดสินใจทำสิ่งที่ควรทำ แม้จะมีความรู้สึกบีบคั้นอยู่บ้าง แต่ก็ให้รู้ ให้ดูมันไปเรื่อยๆ เราน่าจะเห็นมันค่อยๆเจือจางเบาบางลงไปเอง …

สรุปคือในใจนั้น ถ้ากิเลสโผล่มาให้รู้ตัวและตามดูอย่างเดียว …ไม่ต้องพยายามกดมัน … ถ้าเราร้ตัวบ่อย รู้ตัวเร็วมันก็ไม่ค่อยออกมาหรอก หรือออกมาน้อย … อย่างไรก็ดี ช่วงแรกๆอาจจะตกใจร้สึกว่ามันเยอะขึ้น แต่ผมว่ามันเป้นเพราะว่า เราไม่เคยนั่งดูมันชัดขนาดนี้มาก่อนต่างหาก​

การตามดูจิตใจ ดูกิเลสที่เกิดขึ้นในใจนั้น ผมเข้าใจว่าเป็นวิธีการทำให้กิเลสโตช้า หรือไม่โตเลย และอาจจะสลายไปเอง ด้วยความที่ไม่มีอะไรไปหล่อเลี้ยงและกระตุ้นเชื้อเหล่านั้น …​สำหรับกลไกในชีวิตประจำวันที่เมื่อมีสติและจะทำให้กิเลสโตช้า หรือไม่โตมากไปนั้น อาจจะอธิบายได้จากตัวอย่างดังนี้ คือ :

สมมติว่า นาย ก ไม่ชอบนาย ข มากๆ เพราะนาย ข เคยไปแย่งแฟนนาย ก …​ เมื่อ“นาย ก เห็น นาย ข” ก็เกิดความโกรธแค้นขึ้นมาทันที …

หากนาย ก ไม่มีสติ นาย ก อาจคิดแค้น โยงไปถึงคราวที่นาย ข เคยไปแย่งแฟน และสิ่งอื่นๆที่นาย ข เคยทำไม่ดีกับตน และ ปรุงแต่งความโกรธแค้นมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า นำไปสู่การกระทำทางวาจาและทางกายต่อนาย ข

ในทางกลับกัน หากนาย ก มีสติรู้ตัวว่า โอ้ ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว จิตของนาย ก ได้ย้ายความสนใจจากนาย ข มาอยู่ท่ีใจของตน ซึ่ง สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นความโกรธนั้นคือ นาย ข ไม่ใช่ตัวความโกรธของนาย ก …​ฉะนั้น ในขณะน้ันจิตนาย ก ก็ได้ละจากเหตุของความโกรธมาแล้ว ความโกรธนั้นจึงค่อยๆลดลง เพราะไม่มีเชื้อมาเติม

อย่างไรก็ดี จากจุดนี้ นาย ก ก็ต้องใช้ศีล ธรรม กำกับ และใช้ปัญญาพิจารณาให้ชัดถึงการกระทำของตนหากจะทำกับนาย ข รวมไปถึงว่า ประโยชน์หรือโทษของการโกรธนาย ข ด้วย (ซึ่งก็คาดหมายค่อนข้างแน่นอนว่า จะเห็นเพียงโทษ และเลิกโกรธกันไปในที่สุด) ….

ข้างต้นเป็นเพียงการอธิบายอย่างง่ายเท่านั้น ในทางปฏิบัติจริงแล้ว ผู้ปฏิบัติน่าจะพบว่า สิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นเองนั้นมีความละเอียดและหยาบมากน้อยต่างกันในสถานการณ์ใด ในหลายๆโอกาส กิเลสไม่ได้หยาบและมีความชัดเจนมากนัก แต่จะมาแบบละเอียด มาแบบบางๆ และบางครั้งชักนำเราไปสู่สถานการณ์ที่ยากลำบาก ฉะนั้น เมื่อตามกิเลสอย่างหยาบทันแล้ว ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ ควรจะมั่นตามดูกายใจต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้รู้ทันกิเลสอย่างละเอียด และเข้าใจธรรมชาติ (กฎไตรลักษณ์) เพื่อนำไปสู่การปล่อยวางต่อไป

 

ที่ปรึกษาจำเป็น: จะทำให้คนออกจากห้วงทุกข์อย่างไร? ตุลาคม 16, 2009

Filed under: Uncategorized — Chol @ 11:14 am

ช่วงนี้มีโอกาสได้เป็นที่ปรึกษาให้กับใครหลายๆคนเสียเหลือเกิน โดยเฉพาะในเรื่องจิตใจ และบาดแผลจากความรัก หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหญิงชาย เรื่องรักๆใคร่ๆ

ในโอกาสอย่างนี้การใช้ธรรมะเข้าช่วยในการให้คำปรึกษาให้ผลค่อนข้างจะดีพอสมควรทีเดียว

จากที่ผมประสบมา คนที่เข้ามาขอคำปรึกษาจะมีลักษณะที่อุปมาได้ดังนี้คือ

เปรียบเหมือนคนถูกผลักตกลงมาในกระแสน้ำเชี่ยวกรากจากน้ำท่วมเฉียบพลัน โดนพัดไปกระแทกโขดหินและอื่นๆในกระแสน้ำ และก็หมดแรงจากความพยายามที่จะออกจากกระแสน้ำ เพราะน้ำมันแรงเหลือเกิน

(ตรงนี้เปรียบได้กับ หลังจากที่เผชิญเหตุการณ์อันเลวร้าย จิตใจเหมือนตกอยู่ในห้วงทุกข์ จิตใจหมองหม่น ไม่สว่างไม่มีกำลัง ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจมันมากมายเสียจน ยากที่จะดึงตัวเองออกจากความทุกข์ได้ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเจอความทุกข์แรงในช่วงแรกนั้น ย่อมเหมือนกับตกลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวกราก ตั้งตัวไม่ติด…​ในขณะเดียวกัน แม้พยายามจะออกจากห่วงทุกข์ก็ทำไม่ได้ และก็ทุกข์เพิ่มเพราะ “อยาก” ออกจากทุกข์ …และจิตใจก็หมดแรงไปเพราะความทุกข์นี่เอง)

เราในฐานะคนช่วย ก็ไม่สามารถกระโดดลงไปในแม่น้ำได้ (เว้นแต่จะมีกำลังแบบเหลือล้น) ทำได้เพียงตะโกนบอกให้จับโขดหินไว้ หรือโยนเชือกลงไปให้จบรั้งเอาไว้เท่านั้น เพื่อไม่ให้ไหลลงไปกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากนั้น …แค่จับให้มั่นก็ทำได้ลำบากแล้ว อย่าว่าแต่ให้รั้งตัวเองและฝืนตัวข้ามกระแสน้ำมาขึ้นฝั่งเลย

(ตรงนี้ก็คือ เราเองก็ไม่สามารถไปร่วมทุกข์กับเขาได้ ถ้าเราไปร่วมทุกข์ ตกอยู่ในห้วงทุกข์ร่วมกันแล้ว ก็ยากที่จะช่วยกันพาขึ้นมาจากห่วงทุกข์ได้ … เราทำได้แค่ เตือนสติเขา ให้เครื่องมือ ให้เขามีสติเพียงเท่านั้น …​ในช่วงเวลาที่ความทุกข์ยังไหลบ่ามา)

อย่างไรก็ดี ไม่มีน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลากครั้งไหนที่จะเชี่ยวกรากตลอดเวลา สักพักน้ำจะค่อยๆอ่อนกระแสลงเองโดยธรรมชาติ ฉะนั้นเราจึงควรรั้งตัวเองเอาไว้ เพื่อรอจังหวะที่น้ำจะเบากระแสลง ในจังหวะนั้นเอง เขาอาจจะได้พักหรือพอจะมีกำลังมากขึ้น และเมื่อกระแสน้ำอ่อนแรงมากแล้ว เขาจึงสามารถฝ่ากระแสน้ำที่เบาบางลงมาขึ้นฝั่งได้

(ความทุกข์จะค่อยๆเบาบางไปตามกาลเวลาเอง หากเรามีสติอยู่กับตัว และไม่ไปคิดไปรู้สึกต่อเอง (คือคนส่วนใหญ่พอทุกข์แล้วมักจะคิดมากรู้สึกมากไปเองเพิ่มขึ้นไปอีก ปรุงแต่งเพิ่มขึ้นไปอีก) และหากประกอบกับได้ทำกิจกรรมที่ทำให้จิตมีกำลังมากขึ้น ก็จะทำให้เขามีแรงที่จะเดินขึ้นจากน้ำเองได้

การอุปมานี้ เขียนเพื่ออยากให้เข้าใจว่าเวลาคนทุกข์ใจนั้น มันไม่ใช่จะ ฮึบ! แล้วออกจากกองทุกข์ได้โดยง่าย … แต่มันมีช่วงเวลาและเหตุปัจจัยของมันอยู่ การที่เราพยายามกดดันให้ผู้คนเข้มแข็งเวลาที่ทุกข์นั้น อาจจะดีในช่วงแรก แต่ถ้าทำบ่อยๆกลายเป็นว่า เขาจะรู้สึกว่า ทำไมฉันช่างอ่อนแออย่งานี้ ยังออกจากทุกข์ไม่ได้ และก็กลายเป็นทุกข์เพิ่ม เพราะ “อยาก” ออกจากทุกข์ แต่ “ทำไม่ได้”… ฉะนั้นต้องให้เวลาเค้าด้วย

คนให้คำปรึกษาต้องรับฟังและเข้าใจเขาอย่างที่เขาเป็น พยายามเข้าใจเหตุปัจจัยและเงื่อนไข ทั้งภายนอก และภายในจิตใจของเขาที่ทำให้เขาไปตกอยู่ในห้วงทุกข์นั้น หากเขามีเรื่องอัดอั้นก็ควรให้เขาระบายออกอย่างเต็มที่ (แต่ก็ต้องดูมิให้ระบายจนจิตใจดำดิ่งลงไปในห้วงทุกข์อีก) หลังจากนั้นเราจึงค่อยให้คำปรึกษา

โดยสรุปคือ สิ่งที่ผมแนะนำคนที่มาปรึกษาไปมี 2 อย่างคือ

  1. ดูแลไม่ให้จิตใจตัวเองไปตกหล่ม จมกองทุกข์ -
    • ในส่วนนี้สามารถทำได้ โดยการฝึกสติ (โปรดอ่านเพิ่มเติมในวิปัสสนานุบาล ของดังตฤณ หรือ ฟังธรรมเทศนาของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
    • รักษาศีล / หรือ ทำให้ตนเองมีวิถีชีวิตที่ดีขึ้น ห่างไกลจากอบายมุข – คือ การมีศีล และห่างจากอบายมุข ช่วยให้เราไม่ทุกข์เพิ่ม และเป็นการปิดประตูสู่ทางต่ำของเรา …​หลายคนเมื่อทุกข์แล้วพลาดลงไปทางตกต่ำเลยก็เยอะ ฉะนั้นข้อนี้ต้องทำก่อน
  2. ทำให้จิตใจสว่างขึ้นมีกำลังมากขึ้น – ในส่วนนี้ทำได้หลายวิธี เช่น
    • ทำบุญ (โปรดดู บุญกริยาวัตถุ 10 เพื่อดูว่า อะไรบ้างที่ทำแล้วได้บุญ) การทำบุญก็คือการทำให้จิตใจพองโต หรือสว่างขึ้นมานั่นเอง เมื่อจิตสว่างขึ้นจิตก็จะมีพลังขึ้นมา .. หากทำบ่อยเข้าก็จะช่วยให้ออกจากห่วงทุกข์ได้ง่ายขึ้น
    • ทำสมาธิ – การทำสมาธิคือการทำให้จิตรวมตัวไม่ฟุ้งกระจาย สามารถใช้การนั่งสมาธิติดตามลมหายใจก็ได้ หรือจะสวดมนต์ก็ได้
    • ทำสิ่งดีๆ/ สิ่งที่เป้นแรงบันดาลใจ – บางคนจะมีกำลังมากขึ้น หากได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก และยิ่งหากสิ่งที่ตัวเองรักนั้นเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อสังคม และต้องอาศัยความครีเอทีฟมากละก็ จะทำให้คนที่มีจริตช่างคิดและมีจิตสาธารณะฟื้นตัวจากห่วงทุกข์ได้รวดเร็วนัก …​หรือการที่เตือนตนเองถึงสิ่งดีๆที่ตนเคยทำต่อคนอื่นก็พอช่วยได้เช่นกัน (เหมือนระลึกถึงบุญที่ตนเคยทำไว้นั่นเอง)

เท่าที่ผ่านมาประมาณ 4-5 เคส ก็มักจะเป็นแบบนี้นะครับ และวิธีการที่บอกข้างต้นก็ดูจะพอช่วยให้เขาออกจากห้วงทุกข์ได้พอสมควร หลายคนผ่านไปได้ด้วยดีและมีชีวิตที่ดีขึ้น

จึงอยากจะนำบทเรียนที่สรุปได้มาแบ่งปันกันครับ

หากใครมความเห็นเพิ่มเติมหรือข้อติชมโปรดบอกและแบ่งปันครับ

 

ความศักดิ์สิทธิ์กับความเชื่อมั่นเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ตุลาคม 13, 2009

Filed under: Uncategorized — thinkb4talk @ 3:38 pm

หากเอาหินหนึ่งก่อนขึ้นมาแล้วเดินไปบอกคนที่เขาเชื่อมั่นว่าเราไม่โกหก

เชื่อเราอย่างเต็มที่

แล้วเราบอกว่า “นี่เป็นหินศักดิ์สิทธิ์”

คุณคิดว่าหินก้อนนั้นจะศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนรับหรือไม่ ?

เหมือนชายผ้าของแม่ที่ทหารเอาติดตัวไปรบไหม ?

เรื่องนี้คิดอ่านกันอย่างไรหนอโลก?

(โปรดคลิ๊กดูความคิดเห้นเพื่ออ่านการสนทนา)

 

ความเป็นมา ตุลาคม 13, 2009

Filed under: Uncategorized — Chol @ 2:47 pm

พี่เป็ด: …เราน่าจะเอาที่เราคุยกันไปเขียนหนังสือเนอะ

จากข้อความนี้ใน MSN ของผม (ชล) และพี่เป็ดในวันที่ 13 ตุลาคม 2552 และการพูดคุยหลังจากนั้น จึงเป็นที่มาของบล๊อกอันนี้

ปกติผม (ซึ่งกำลังเรียนต่ออยู่เนเธอร์แลนด์ในสาขาเศรษฐศาสตร์กับปรัชญา) และพี่เป็ด ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยหน้าที่ แต่ทำงานเกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชน และกิจกรรมเชิงพุทธศาสนาและจิตวิญญาณอื่นๆคุยกัน เราก็มักจะคุยกันในเรื่องบ้านเมือง ในมิติที่เกี่ยวข้องกับศาสนา การศึกษา และการพัฒนาเยาวชนอยู่เสมอ …

หลายๆทีสิ่งเราคุยกันในสิ่งที่ทำให้เราทั้งคู่เกิดแรงผลักดันที่อยากจะศึกษาและอยากจะทำอะไรดีๆต่อไป … หลายๆครั้ง การคุยกันทำให้เกิดมุมมองใหม่ๆ และเป็นจุดเริ่มต้นของการทำอะไรดีๆได้  …​ บางครั้งคุยกันยาวจนแทบจะเขียนเป็นบทความสั้นๆได้เลยทีเดียว … แต่พอคิดจะเขียนหนังสือก็เขียนไม่ออกสักที …นอกจากนี้ เวลาเราไปเจอผู้คนที่น่าสนใจ ได้คุยกับเค้าและได้เรียนรู้อะไรดีๆ ผมก็จะเล่าต่อ พี่เป็ดก็จะเล่าต่อ …

เราเลยคิดกันว่ามันคงจะดีถ้ามีเว็บบล๊อกสบายๆที่เราสามารถเล่าเรื่องราวต่างๆที่เราไปพบเจอมาหรือสิ่งที่เราคุยกันให้โลกได้ฟังบ้าง เผื่อว่าโลกอาจจะเป็นประโยชน์อะไรกับโลกบ้าง อาจจะเล่าในเชิงของบทสนทนา หรือสิ่งที่เราจะเขียนขึ้นเอง …​และหวังว่า เราจะมีสมาชิกมาร่วมแบ่งปันกันมากขึ้น

 

 
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.