หากเอาหินหนึ่งก่อนขึ้นมาแล้วเดินไปบอกคนที่เขาเชื่อมั่นว่าเราไม่โกหก
เชื่อเราอย่างเต็มที่
แล้วเราบอกว่า “นี่เป็นหินศักดิ์สิทธิ์”
คุณคิดว่าหินก้อนนั้นจะศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนรับหรือไม่ ?
เหมือนชายผ้าของแม่ที่ทหารเอาติดตัวไปรบไหม ?
เรื่องนี้คิดอ่านกันอย่างไรหนอโลก?
(โปรดคลิ๊กดูความคิดเห้นเพื่ออ่านการสนทนา)
ผมว่า มันอาจจะต่างกันหน่อยก็ได้นะครับ
คือ แน่นอนว่า ความเชื่อและศรัทธาของผู้รับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นน่าจะส่งผลให้สิ่งนั้นมันศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่จริงส่วนหนึ่ง อย่างน้อยในระยะแรกๆ เพราะว่า เมื่อมีความเชื่อว่าสิ่งนี้ศักดิ์สิทธิ์ ก็จะมีแนวโน้มที่จะโยงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในด้านดี ที่อาจจะยังอธิบายไม่ได้เพราะไม่ได้ใช้เหตุผลมากนัก ไปกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ … คือ ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทางนึงก็ทำให้คนเราหยุดหาเหตุผลเหมือนกัน …
แต่ในส่วนของชายผ้าของแม่ที่ทหารติดตัวไปรบมันอาจจะต่างกันหน่อยนึงหรือเปล่า เพราะว่าชายผ้าของแม่ไม่น่าจะทำหน้าที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้รับเชื่อว่าจะคุ้มครอง แต่เป้นเครื่องหมายคำสัญญาว่าจะต้องกลับไปหาแม่และดูแลแม่ ??? เป็นกำลังใจ เป็นบ่วงที่รั้งไว้ไม่ให้ยอมตายง่ายๆ
… แต่คนรับจะเชื่อว่ามันศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียวก็ไม่ได้เหมือนนา ผมว่า มันต้องศักดิ์สิทธิจริงๆด้วย …ต้องมีพลังงานบางอย่างอยู่ในสิ่งนั้นจริงๆด้วยนะ ผมว่า
สมเด็จพระเทพ ฯ เคยตรัสไว้ครั้งเสด็จริมฝั่งแม่น้ำคงคา มีคนทูลถามว่าที่เค้าว่าแม่น้ำนี้ศักดิ์สิทธิ์ ขณะนั้นก็มีคนเผาศพ คนอาบน้ำ เอาน้ำดื่มกิน พร้อม ๆ กัน
พระองค์ทรงตรัสไว้ใจความว่า ที่ใดมีศรัทธา ที่นั่นย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์
ในกรณีชายผ้าถุงของแม่เป็นความเชื่อโบราณว่าศักดิ์สิทธิ์หลายคนโดนระเบิดไม่เป็นอันตราย
หากเอาทุกเรื่องมาเทียบเคียงกัน แล้วลองมองว่า พลังแห่งความศรัทธาจะเหนี่ยวนำพลังของความศักดิ์สิทธิ์มา
อาจจะต้องเล่าอีกเรื่องเทียบเคียงกัน
กรณีของทหารนายหนึ่งเข้าสมรภูมิรบแต่สายตาไม่ค่อยดี
ในขณะที่รบอย่างดุเดือด
ตัดสินใจอธิษฐานเอาพระที่นับถือมาอมในปาก
จังหวะหกล้มพระกระเด็นออกมา
คลำหาคว้าได้ลุกเขียดตัวเล็กมาตัวนึงนึกว่าเป็นพระ
ก็จับยัดใส่ปาก
ลูกเขียดก็ตกใจกระโดดไปมาในปาก
ทหารคนนั้นกลับคิดว่าพระศักดิ์สิทธิ์ส่งพลังปาฏิหาริย์ที่เรียกว่า “ของขึ้น”
สู้ยิบตาวิ่งฝ่ากระสุนทุกอย่าง
ไม่เป็นอันตรายใด ๆ เลย
พอรบเสร็จคายออกมาลูกเขียดน้อยตายคาปาก
พอรู้ว่าเป็นลูกเขียดตกใจกลัวเรื่องที่ผ่านมาเป็นลมเลย
ความศักดิ์สิทธิ์ พลังงานในจักรวาลมีจริงอยู่
แต่น่าจะต้องประกอบกัน 2 อย่าง
คือ วัตถุนั้นสามารถเหนี่ยวนำพลังงานเข้ามาได้ และจิตใจของผู้ถือต้องสามารถเหนี่ยวนำพลังงานนั้นออกมาใช้ได้ซึ่งน่าจะต้องใช้ศรัทธา
สมการความศักดิ์สิทธิ์จึงต้องนำ 2 อย่างบวกกันจึงส่งผลสัมฤทธิ์ 100%
หากมีอย่างใดอย่างหนึ่งก็อาจจะส่งผลแค่ 50 %
แลกเปลี่ยนกันดูนะ
ถ้าเชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ มันก็จะศักดิ์สิทธิ์ละครับ ถ้าไม่เชื่อว่ามันศักดิ์สิทธ์ มันก็จะไม่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเชื่อ ร่างกายจะมีพลังมากขึ้นอีก 40%! (โม้..แต่ก้อประมาณนี้แหละ)
เพราะอะไร เพราะเมื่อเชื่อในสิ่งๆหนึ่ง เราจะเกิดความมั่นใจในตัวเอง ไม่ว่า รบ หรือรัก(?) เมื่อเราเกิดความั่นใจในตัวสิ่งศักดิ์สิทธฺ์(ที่เราเชื่อว่า’มีพลัง”) ตัวเราเองนั่นหละจะเกิดความมั่นใจในพลังของสิ่งนั่้น(ซึ่งจริงๆมันก็เป้นพลังของเราเอง)
จะให้ไปรบที่ไหนก้อรอดทั้งนั้นแหะ
สิ่งของบ้าที่ไหนก็ไม่มีพลังจักรวาลหรอกครับ.. ถ้าเราไม่เชื่อมันซะอย่าง
ความเห็นส่วนตัว…งุงิ
ฟังๆดูมันเหมือนจะมีกฎธรรมชาติของจิตแยกออกมาจากของวัตถุเนอะครับ
คือ เหมือนตัวจิตเองสามารถเหนี่ยวนำพลังงานบางรูปได้ และวิธีการเหนี่ยวนำก็คือ แค่นึกถึงสิ่งนั้นเท่านั้นเอง …
ใช่หรือเปล่าหนอ?
และพลังงานรูปใดบ้างที่จิตสามารถเหนี่ยวนำได้ ?
…ผมว่า จิตเหนี่ยวนำจิตได้ อันนี้น่่าจะค่อนข้างชัด เหมือนคนที่ศีลเสมอกัน จิตเสมอกัน มักจะถูกเหนี่ยวนำให้มาอยู่ใกล้ๆกัน อยู่ด้วยกันแล้วสบายใจ … (เอ หรือว่ากรณีนี้มันเป็นเรื่องกรรมหนอ ที่อยู๋ใกล้ๆกันแล้วสบายใจ) … แต่อีกอย่างคือ เหมือนว่าจิตเหนี่ยวนำพลังจักรวาลได้ด้วย?!!? … ว่าแต่จริงๆแล้วพลังจักรวาลนี้คืออะไรหนอ ..
คำถามมากมายติดตามมาติดๆเลยทีเดียว
ไม่แน่ใจเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันคืออะไร สิ่งแปลกแปลกที่อธิบายไม่ได้ใช่ไหม
ตามความเห็นส่วนตัว ไมมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่มีสิ่งที่เราไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเท่านั้น
อาจจะเกี่ยวกับจิต
แต่สุดท้ายทุกสิ่งก็ขึ้นกับการกระทำของเรา
ไม่มีอะไรทำให้เราดีเลวได้หรอก
หลับตาแล้วเปิดใจเรียนรู้
ความรู้อาจจะมากกว่าลืมตาแล้วใช้สมองคิด
จิตเรามหัศจรรย์เหนือทุกอย่าง
คลื่นวิทยุก็มองไม่เห็น
คลื่นเสียงก็มองไม่เห็น
คลื่นความร้อนก็มองไม่เห็น
แรงดึงดูดของโลกก็มองไม่เห็น
แต่เรารู้และเชื่อว่ามีเพราะเราเห็นผลของมัน
โลกนี้อยู่ภายใต้กฏแห่งความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างลงตัว
วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
วิทยาศาสตร์ประยุกต์
วิทยาศาสตร์แนวควอนตัมฟิสิกส์
และวิทยาศาสตร์ทางจิต
ต่างเป็นการศึกษาผ่านเครื่องมือต่างกัน
ความศักดิ์สิทธิ์อาจจะเป็นแค่คำแทนสิ่งที่เหนือกาลคาดหมาย
หรืออาจะเป็นตัวแทนของคลื่นพลังงานหลายประการที่มองไม่เห็น
แต่เราก็ได้รับผลจากสิ่งนั้น ๆ
เมื่อเรามีจิตใจที่ดีแข็งแรงก็คงไม่รู้สึกต่อแรงต้านของคลื่นพลังงานใด ๆ แม้มันจะมีอิทธิพลกับเราอยู่บ้างแต่ไม่ทันรู้สึกหรอก
ฝอยไปเรื่อยจนเมื่อยสมอง คิดไปเรื่อยแต่ไม่เหนื่อยอารมณ์
จะอย่างไรก็แล้วแต่สุดท้ายไม่ว่าเราจะเป็นผู้ใช้หรือได้รับผลหรือถูกใช้โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น….เรานั่นเองคือผู้ที่ตัดสินใจสร้างกรรมใหม่ทั้งสิ้น และรับผลหรือวิบากกรรมนั้นเองเสมอ